[Disclaimer: บทวิจารณ์ชิ้นนี้เป็นการบ้านในโครงการบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ รุ่นที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2556 จัดโดยสำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับนิตยสารไรเตอร์]
 

ชุคาวะ, มินาโตะ. เรื่องเล่าจากเงาสลัว, แปลโดย ขวัญใจ แซ่คู. กรุงเทพฯ: ทาเลนต์ วัน, 2556.

 

“ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่คนเรารักหาใช่อะไรก็ตามที่เราปรารถนาไม่ ทว่าเป็นตัวความปรารถนาเอง”

  -ฟรีดริช นีทเชอ
 

ย้อนกลับไปในช่วงปี พ.ศ. 2547-2550 ผู้เขียนได้บังเกิดความรู้สึกพิเศษต่อเพื่อนสาวร่วมคณะคนหนึ่ง แต่ด้วยความที่ตัวเองร่ำเรียนมาในโรงเรียนชายล้วนตลอดสิบสองปี และไม่เคยมีประสบการณ์การเข้าหาเพศตรงข้ามในรุ่นราวคราวเดียวกันมาก่อน อีกทั้งเธอคนนั้นยังแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าไม่มีรสนิยมพึงใจในบุรุษเพศ ที่ผู้เขียนทำได้จึงมีเพียงหาโอกาสใกล้ชิดกับเธอให้มากที่สุด พออยู่ที่คณะก็พยายามเข้าไปคุย ไปทำกิจกรรมของคณะด้วยกัน ครั้นกลับถึงบ้านก็เปิดคอมพิวเตอร์ เข้าโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น แล้วตั้งหน้าตั้งตารอให้เธอเข้าระบบมาสนทนากัน (แน่นอนว่ามีน้อยครั้งที่ผู้เขียนเป็นฝ่ายทักไปก่อน) ทุกครั้งหลังการปฏิสัมพันธ์ออนไลน์ผ่านเอ็มเอสเอ็นจบลง ผู้เขียนจะรู้สึกอิ่มเอิบใจประหนึ่งได้บรรลุถึงสวรรค์ชั้นนิมมานนรดี บางครั้งยังบันทึกการสนทนากับเธอคนนั้นไว้เป็นเครื่องยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมิใช่ความฝันฟุ้ง ซ่านของตัวเอง ทว่าไม่นานนัก ความปีติยินดีที่บังเกิดขึ้นจากการนี้ก็จะค่อยๆ จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะได้ติดต่อสื่อสารกับเธออีกครั้ง เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นวนเวียนไปหลายต่อหลายครั้ง ประหนึ่งเพลงในเครื่องเล่นเอ็มพีสามซึ่งตั้งค่าให้เล่นเพลงซ้ำแบบไม่รู้จบ

ถึงแม้ผู้เขียนไม่มีเจตนาจะบอกเล่าเรื่องราวต่อจากนั้นระหว่างตัวเองกับเธอคนนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนบอกได้อย่างเต็มปากคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนทำมาไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว เพราะมันทำให้ผู้เขียนได้รู้ซึ้งถึงธรรมชาติของสิ่งนามธรรมที่มนุษย์ขนานนาม ว่า “ความปรารถนา”...และเมื่อไม่นานมานี้เอง ผู้เขียนก็ได้สัมผัสถึงแก่นแท้ของความปรารถนาอีกครั้ง โดยผ่านทางหนังสือของสำนักพิมพ์ทาเลนต์ วัน ชื่อ เรื่องเล่าจากเงาสลัว  

เรื่องเล่าจากเงาสลัว แปลจากหนังสือรวมเรื่องสั้นภาษาญี่ปุ่นชื่อ 都市伝説セピア (Toshi Densetsu Sepia, 2003) โดย ชุคาวะ มินาโตะ (เกิด ค.ศ. 1963) นักเขียนคนนี้จัดว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายแนวลึกลับสืบสวนร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งของญี่ปุ่น ในปี 2005 เคยได้รับรางวัลนาโอกิ อันเป็นรางวัลระดับชาติที่มอบให้แก่นักเขียนวรรณกรรมสมัยนิยม (popular literature) ผู้สร้างสรรค์งานเขียนเปี่ยมคุณภาพ ทั้งยังมีผลงานหลายเรื่องที่ได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ ทว่าในประเทศไทย ชื่อเสียงของนักเขียนคนนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีสำนักพิมพ์แห่งใดของไทยนำงานเขียนของเขามาแปลและ จัดพิมพ์เป็นฉบับภาษาไทย เรื่องเล่าจากเงาสลัว จึงเป็นผลงานชิ้นแรกของชุคาวะที่ได้มีโอกาสมาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษรสู่สายตาของผู้อ่านชาวไทย

ภายในหนังสือประกอบด้วยเรื่องสั้น (หรือ “นิยายขนาดสั้น” ตามคำเรียกขานในคำนำสำนักพิมพ์) จำนวนห้าเรื่อง แต่ละเรื่องถ่ายทอดบรรยากาศลึกลับ กระตุกขวัญ และสะเทือนอารมณ์ในระดับที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับผู้เขียนบทความ เรื่องสั้นทั้งห้าเรื่องต่างนำเสนอเนื้อหาซึ่งไม่แตกต่างกันในภาพรวม นั่นคือเป็นเรื่องของมนุษย์ผู้ติดอยู่ในวังวนแห่งความปรารถนา บรรดาตัวละครต่างดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ กระนั้นกลับไม่มีใครสมปรารถนาอย่างแท้จริงสักคน

ความปรารถนา (desire) เป็นความรู้สึกอันทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ความปรารถนาคือแรงผลักดันให้คนเรากระทำกิจกรรมนอกเหนือไปจากกิจวัตรพื้นฐาน ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตที่ (ตนคิดว่า) ดีขึ้น ฌาคส์ ลาก็อง (Jacques Lacan, 1901-1981) นักจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศสมองว่า ความปรารถนาคือเครื่องกำหนดการดำรงอยู่ของมนุษย์ (Desire is the existence of man.) ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์สายลาก็อง (Lacanian psychoanalysis) คนเราทุกคนเกิดมาด้วยความรู้สึกว่า ตนเองมีสภาพที่สมบูรณ์พร้อม (whole) อันเป็นความรู้สึกที่ย้อนไปถึงชั่วขณะที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ในช่วงเวลานั้น ทารกจะรู้สึกอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัยอย่างยิ่ง อีกทั้งเมื่อไรก็ตามที่รู้สึกหิว ก็จะมีอาหารจากสายสะดือมาคอยหล่อเลี้ยงไม่เคยขาด สภาวะแห่งความสมบูรณ์นี้จะค่อยๆ เลือนหายไปหลังจากทารกคลอดออกมาสู่โลกภายนอก คราวนี้ ทารกมิได้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายแม่อีกต่อไป ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวในยามที่แม่หรือผู้ดูแลจำต้องปลีกตัวไปทำธุระอย่างอื่น เมื่อหิวก็ไม่มีอาหารส่งตรงถึงท้องทันทีเหมือนเมื่อครั้งขดตัวอยู่ในครรภ์ ในช่วงเวลานี้เอง ทารกจะค่อยๆ ตระหนักว่า สภาวะแห่งความบริบูรณ์ที่ตนเคยสัมผัสถึงนั้น บัดนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว เช่นเดียวกับอาดัมและอีฟผู้หมดสิทธิ์กลับเข้าไปใช้ชีวิตบรมสุขในสวนอีเดน ตัวตนของทารกในบัดนี้เป็นตัวตนซึ่งประสบกับ “ความขาดหาย  (lack) กระนั้นในเบื้องลึกของจิตใจ หรือที่วงการจิตวิเคราะห์เรียกว่า “จิตไร้สำนึก” (unconscious) ทารกยังดิ้นรนไขว่คว้าหาทางกลับสู่สภาวะอันสมบูรณ์เหมือนตอนก่อนคลอดอีกครั้ง ความปรารถนาในใจของมนุษย์ทุกคนจึงเริ่มต้นด้วยประการฉะนี้

 
ต่อมา เมื่อเข้าสู่กระบวนการเติบโตจากทารกเป็นผู้ใหญ่ ผ่านการเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม กฎเกณฑ์ และระเบียบแบบแผนต่างๆ ของสังคม หรือที่จิตวิทยาสายลาก็องเรียกว่า การย้ายจาก “โลกจินตภาพ” (the Imaginary) เข้าสู่ “ระบบสัญลักษณ์” (the Symbolic Order) มนุษย์ทั้งชายและหญิงก็ยิ่งถูกทำให้ห่างไกลจากการกลับสู่สภาวะบริบูรณ์เมื่อ ก่อนคลอด ลาก็องอธิบายว่า เพราะความคิดของมนุษย์ในช่วงอายุนี้ถูกครอบงำด้วยระบบของภาษาและสัญลักษณ์เสียแล้ว การคิดและถ่ายทอดความคิดจึงต้องกระทำผ่านภาษาและสัญลักษณ์ ทว่าความปรารถนาที่จะกลับเข้าสู่สภาวะบริบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่เหลือค้างมา จากโลกจินตภาพ อันเป็นชีวิตก่อนเข้าสู่ระบบสัญลักษณ์ ซึ่งคนเรา (ที่ตกเป็นทาสของภาษาและสัญลักษณ์เสียแล้ว) ไม่อาจบอกตัวเองได้ว่า ที่ตนปรารถนาเช่นนั้น จริงๆ แล้วคือความปรารถนาในสิ่งใดกันแน่ สิ่งเดียวที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่า ตนได้เข้าใกล้สภาวะอันน่าปรารถนาดังกล่าวคือ ความรู้สึกอิ่มเอิบซาบซ่าน ราวกับว่าในชีวิตนี้ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว ด้วยความที่ไม่สามารถหาหนทางบรรลุความปรารถนาขั้นสูงสุดของตนเอง (เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไรกันแน่) มนุษย์จึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการแสวงหา “วัตถุ a” (object a) ซึ่งก็คือสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เขาหรือเธอสัมผัสถึงความอิ่มเอิบซาบซ่านเช่น นั้นได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของคน สิ่งของ หรือสถานการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่วัตถุ a เป็นเพียงสิ่งจำลองที่เรากำหนดขึ้นในระบบสัญลักษณ์เพื่อเป็นตัวแทนของเป้าหมายแห่งความปรารถนาที่อยู่นอกเหนือจากระบบสัญลักษณ์ ความอิ่มเอิบซาบซ่านจากการได้ครอบครองวัตถุ a จึงเป็นความรู้สึกที่ไม่เที่ยงแท้และมีระยะเวลาจำกัด พอเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ความอิ่มเอิบซาบซ่านที่บังเกิดขึ้นก็จะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงจนหายไป แล้วคนเราก็ต้องเสาะหาวัตถุ a ชิ้นใหม่เพื่อมาสนองความปรารถนาอันไม่มีวันเติมเต็มของตนเองอีกครั้ง เป็นเช่นนี้ไปไม่มีวันสิ้นสุด (ผู้อ่านที่เคยสัมผัสเกมคอมพิวเตอร์แนวจำลองชีวิตจริง (simulation) ชื่อดังอย่าง เดอะ ซิมส์ (The Sims) ตั้งแต่ภาค 2 เป็นต้นไป น่าจะสามารถเข้าใจแนวคิดที่ว่ามาในย่อหน้านี้ได้เป็นอย่างดีจากระบบการเติมเต็มค่าปณิธาน (aspiration) ของตั