หลังจากอดทนรอการประกาศใช้ พรบ.การจัดเรทภาพยนตร์มาเป็นเวลาสามปีเต็ม ภาพยนตร์เรื่อง นาคปรก  ของผู้กำกับภวัต พนังคศิริ ก็สามารถออกฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยได้ในเดือนมีนาคม 2553 และยังน่ายินดียิ่งขึ้นเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากผู้ชมรอบพิเศษกว่าพันคน จนทำให้ไม่มีฉากใดในเรื่องที่โดนตัดออกหรือจับเซนเซอร์จนเสียอรรถรส

นาคปรก นำเสนอตัวเอง (ทั้งจากตัวอย่างหนัง ใบปิด การแถลงข่าว และการโฆษณาตามสื่อต่างๆ) อย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "มารศาสนา" หรือโจรที่ปลอมตัวเป็นพระ โกนหัว โกนคิ้ว ห่มผ้าเหลือง เพื่อหลบซ่อนตัวจากตำรวจ แต่ด้วยความที่สันดานดิบถ่อยตามประสาโจรยังติดตัวอยู่ พอมาอยู่ในคราบพระ ก็เลยกลายเป็นพระที่ประพฤติตัวเสื่อมทรามได้โล่ห์ (และอาจจะได้ "โอโล่" olo เป็นของแถม)

ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อความศรัทธาของมนุษย์ และความศรัทธานั้นมักมีอำนาจเหนือเหตุผล ศิลปินแขนงต่างๆ จึงมักได้คำเตือนบ่อยๆ ว่าให้ระวังเมื่อจะสร้างงานที่นำเสนอมุมมองหรือประเด็นแหวกแนวเกี่ยวกับศาสนา เพราะหากผู้ได้รับชมงานนั้นอยู่ในสังคมที่เคร่งศาสนาและ (ค่อนข้าง) ปิดกั้นความคิดต่าง ความเดือดร้อนก็อาจจะมาเยือนตัวผู้สร้างและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ กรณีที่เป็นดราม่าระดับโลกคือนวนิยายเรื่อง Satanic Verses  ของซัลมาน รัชดี (Sulman Rushdie) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมที่ไม่พอใจเนื้อหาของนิยายเล่มนี้ก่อการประท้วงในหลายพื้นที่ ผู้ที่แปลเรื่องนี้เป็นภาษาอื่นรวมทั้งสำนักพิมพ์และร้านหนังสือก็โดนมุสลิมในพื้นที่โจมตีอย่างหนัก ส่วนรัชดีเองก็โดนอยาตุลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำทางจิตวิญญาณของอิหร่านในสมัยนั้นประกาศ "ฟัตวา" หรืออนุญาตให้มุสลิมทั่วโลกสามารถ "ประหารชีวิต" รัชดีได้ทันทีที่พบหน้า กระทั่งทุกวันนี้รัชดีก็ต้องคอยหลีกเลี่ยงประเทศที่มีประชากรจำนวนมากเป็นมุสลิม โดยเฉพาะอิหร่าน เนื่องจากคำสั่ง "ฟัตวา" ยังคงมีผลใช้กับตัวเขาอยู่ แม้ว่าผู้ที่ประกาศคำสั่งอย่างโคไมนีจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

สำหรับประเทศไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แม้จะไม่มีระเบียบข้อบังคับที่เคร่งครัด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการต่อต้านงานศิลป์ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับพุทธศาสนา ตัวอย่างที่น่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันได้แก่ ภาพวาด "ภิกษุสันดานกา" ของอนุพงษ์ จันทร ที่ใช้ภาพของภิกษุสองรูปที่อยู่ในสภาพที่น่าเกลียดและน่าสมเพชเวทนา เพื่อเสียดสีพระบางรูปที่ประพฤติตัวผิดศีลและวินัยสงฆ์ ภาพนี้โดนสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติโจมตีอยู่ระยะหนึ่งด้วยข้อหาว่า สร้างความเสื่อมเสียและภาพพจน์ผิดๆ ให้ภิกษุสงฆ์โดยรวม อีกกรณีที่แรงไม่แพ้กันคือ ภาพยนตร์ แสงแห่งศตวรรษ  (2549) ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งถูกกองเซนเซอร์สั่งห้ามฉายเนื่องจากมีฉากที่ตัวละครหมอและพระภิกษุประพฤติตัวไม่เหมาะสม (เฉพาะฉากพระมีสองฉาก คือเล่นกีตาร์และเล่นเครื่องร่อน ซึ่งการละเล่นใดๆ ก็ตามที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อความบันเทิงถือว่าผิดวินัยสงฆ์) เพื่อไม่ให้มีการตัดฉากใดๆ อภิชาติพงศ์จึงตัดสินใจไม่ฉายหนังเรื่องนี้ในไทย แต่ออกไปฉายที่ต่างประเทศแทน (ซึ่งเรียกได้ว่าตัดสินใจถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะทำให้เขาได้แจ้งเกิดในระดับโลก แทนที่จะมางมโข่งในประเทศเล็กๆ ที่มัวแต่วุ่นวายกับเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง)

นาคปรก  ของภวัตก็เกือบจะได้เดินเส้นทางเดียวกับแสงแห่งศตวรรษ ของอภิชาติพงษ์ ทั้งนี้เพราะหลังจากถ่ายทำเสร็จในปี 2550 ฉาก "แรงๆ" ของพระ (ปลอม) ในเรื่องก็เป็นเหตุให้ภาพยนตร์โดนเลื่อนเวลาฉายในประเทศไทยแบบไม่มีทีท่าว่าจะได้เข้าโรงเมื่อใด แต่ด้วยความ "แรงจนได้เรื่อง" นี้เองที่ทำให้วงการภาพยนตร์โลกหันมาสนใจ ปีต่อมา ภวัตจึงได้รับเกียรติให้นำนาคปรก ไปออกฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติครั้งที่ 33 ที่โตรอนโต้ แคนาดา ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า In the Shadow of the Naga

ในปัจจุบัน แม้กระแสต่อต้านนาคปรก จะยังมีอยู่ แต่การที่ภาพยนตร์ทั้งเรื่องได้รับอนุญาตให้ฉายได้ครบถ้วนกระบวนความก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะจะทำให้ผู้ที่เลือกชมมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะตัดสินว่าเรื่องนี้ "แรง" หรือ "เลว" อย่างที่โดนกล่าวหามาในทีแรกหรือไม่ โดยไม่ถูกจำกัดเสรีภาพไว้ภายใต้กรอบแห่งการเซนเซอร์และความเคร่งศาสนาจนเกินเหตุ

นาคปรก  เป็นเรื่องของโจรสามคน ได้แก่ ป่าน (สมชาย เข็มกลัด) ปอ (ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์) น้องของป่าน และสิงห์ (เร แม็คโดแนลด์) ที่จำต้องมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนมีศีลมีธรรมในวัดป่าล้อมเพื่อขุดเงินที่ไปขโมยมาจากรถขนเงิน ปอที่เป็นคนดูแลเงินหลังการปล้นหลบหนีตำรวจเข้ามาในพื้นที่ของวัด และบังเอิญทำกระเป๋าใส่เงินหล่นลงไปในหลุมลูกนิมิตเอก ภายหลังเมื่อปอพาป่านและสิงห์มาที่วัด ก็พบว่ามีโบสถ์สร้างขึ้นทับหลุมที่ซ่อนเงินเสียแล้ว เพื่อที่จะลอบขุดหาเงินโดยไม่ให้ตำรวจพบเห็น โจรทั้งสามคนจึงปลอมตัวเป็นพระสงฆ์กับเด็กวัด ใช้เวลาตอนกลางคืนขุดพื้นโบสถ์หากระเป๋าเงิน ส่วนตอนกลางวันก็ต้องร่วมปฏิบัติกิจของสงฆ์ร่วมกับพระรูปอื่น

สถานการณ์ "ผิดฝาผิดตัว" ชนิดร้ายแรงอย่างการนำโจรมาอยู่ในคราบนักบวชนี้ไม่ใช่ของใหม่ในวงการภาพยนตร์แต่อย่างใด หนังฝรั่งเรื่องหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสัมพันธบท (Intertext) ของนาคปรก ได้แก่ We're No Angels  (1989) นำแสดงโดย รอเบิร์ต เดอ นีโร และ ชอน เพ็นน์ เป็นเรื่องของโจรสองคนที่หนีออกจากคุกและวางแผนจะข้ามชายแดนจากอเมริกาไปยังแคนาดาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ (ตำรวจอเมริกาไม่สามารถตามเข้าไปจับกุมคนร้ายที่หลบหนีข้ามพรหมแดนระหว่างประเทศได้ นอกเสียจากจะได้ความร่วมมือจากตำรวจของประเทศที่คนร้ายข้ามไปอยู่) แต่ในบริเวณชายแดนกลับมีตำรวจคอยตั้งด่านตรวจอยู่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ส่งกำลังออกตรวจค้นพื้นที่โดยรอบ โจรทั้งสองคนจึงแต่งตัวเป็นบาทหลวงเพื่อขอเข้าไปจำวัดในโบสถ์ที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนประเทศ และจะอาศัยจังหวะในการร่วมขบวนแห่รูปปั้นพระแม่มารีย์ข้ามไปฝั่งแคนาดา อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้มีลักษณะเป็นหนังตลกเบาสมองที่มองโลกในแง่ดี ดารานำทั้งสองคนผลัดกันแสดงท่าทางเงอะๆ งะๆ เมื่อต้องปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างน่าขันและน่าเอ็นดู แถมในตอนจบยังมีเรื่องของปาฏิหาริย์มาเกี่ยวข้อง (รูปปั้นพระแม่มารีย์ทำจากหินปูนมีน้ำหนักมากสามารถลอยขึ้นสู่ผิวน้ำได้ และเด็กหญิงที่เป็นใบ้สามารถพูดได้) บรรยากาศโดยรวมของ We're No Angels  จึงสดใสกว่าภาพยนตร์ดราม่าแบบสัจนิยมอย่างนาคปรก  อยู่หลายขุม

หลังจากจ่อปืนขู่บังคับให้หลวงตาชื่น (สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์) โกนหัวโกนคิ้วบวชให้ สิงห์และป่านที่ "ปล้นผ้าเหลือง" มาได้สำเร็จก็มีลักษณะภายนอกไม่ต่างจากพระสงฆ์ธรรมดาสองรูป ส่วนปอที่มีหิริโอตตัปปะหรือความละอายใจสูงกว่าเพื่อนขอเป็นแค่เด็กวัดที่คอยปรนนิบัติหลวงพี่เก๊ทั้งสอง หลวงตาชื่นยกกุฏิหลังหนึ่งให้ทั้งสามคนใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากตำรวจ พร้อมทั้งขอร้องแกมสั่งสอนให้พระปลอมทั้งสองรูปร่วมปฏิบัติกิจของสงฆ์เหมือนพระรูปอื่นๆ คำขอของหลวงตาหวังผลให้เกิดประโยชน์สองทาง คือนอกจากจะทำให้สิงห์กับป่านดูกลมกลืนกับพระรูปอื่นจนไม่มีใครผิดสังเกตแล้วไปแจ้งความกับตำรวจ (ซึ่งอาจทำความเดือดร้อนและอันตรายให้กับพระที่วัด) หลวงตายังมีความหวังว่าพวกโจรจะซึมซับพระธรรมขึ้นใจจนสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้

เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นได้ว่าความหวังของหลวงตาชื่นมีแนวโน้มว่าจะเป็นจริงได้แค่ 2 ใน 3 แต่สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่พระพุทธธรรมหรือภาระหน้าที่ของสงฆ์ แต่เป็น "เนื้อแท้" หรื อ "สันดาน" ของโจรแต่ละคน ซึ่งตรงกับคำสอนเรื่อง "บัวสี่เหล่า" ที่หลวงตาชื่นยกขึ้นมาสอนปอ

ปอเป็นตัวละครที่มีกิเลสน้อยที่สุดในเรื่อง แต่เดิมเขาประกอบอาชีพสุจริตเป็นช่างซ่อมรถ และคอยดูแลแม่ตาบอดอยู่ที่บ้าน ปอตัดสินใจร่วมแผนปล้นรถขนเงินกับป่านผู้เป็นพี่ชายเพราะหวังจะได้ส่วนแบ่งเงินไปรักษาตาให้แม่ ซึ่งตัวเองรู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำเพราะรักแม่ รวมทั้งไม่ต้องการให้พี่ชายต้องเสี่ยงอันตรายคนเดียว หลังจากเจอกับหลวงตาชื่นที่วัดป่าล้อม ปอเป็นคนเดียวที่เกิดความละอายใจจึงไม่ขอร่วมปล้นผ้าเหลืองกับป่านและสิงห์ แต่ขอทำตัวเป็นเด็กวัดคอยรับใช้และควบคุมความประพฤติของโจรผ้าเหลืองทั้งสองแทน ด้วยความที่มีนิสัยและกิริยามารยาทดีเป็นทุนเดิม ปอจึงเข้ากับลูกวัดคนอื่นได้ง่าย และชอบมาปรึกษาและ "สนทนาธรรม" กับหลวงตาชื่นบ่อยๆ จนเกิด "ดวงตาเห็นธรรม" และสารภาพความจริงทุกอย่างกับหลวงตา รวมทั้งเรื่องที่พวกตนวางแผนจะมาขุดเงินที่ซ่อนไว้ใต้พื้นโบสถ์

ป่านเป็นพี่ชายแท้ๆ ของปอ แต่ด้วยนิสัยเกกมะเหรกเกเรตั้งแต่เด็กจึงทำตัวเสเพล พอหนักเข้าก็หนีออกจากบ้านและไปเป็นโจรร่วมกับสิงห์ แต่ลึกๆ แล้วป่านก็มีจิตใจที่ดี เขารักแม่ที่ตาบอดมากไม่แพ้ปอ ทั้งยังรู้ตัวว่าตัวเองทำเรื่องเลวร้ายลงไปมากจึงไม่กล้ากลับมาสู้หน้าแม่ ป่านต้องการตอบแทนพระคุณแม่ตามแบบวิถีทางของตัวเอง ด้วยการร่วมแผนปล้นเงินกับสิงห์เพื่อนำส่วนแบ่งเงินมารักษาตาให้แม่ หลังจากปล้นผ้าเหลืองในระยะแรกๆ ป่านก็ยังอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทางดิบถ่อยตามนิสัยโจร แต่ด้วยพื้นฐานจิตใจที่ดี ทำให้ป่านเริ่มรู้สึกถึงและเข้าใจธรรมะมากขึ้นเรื่อยๆ ในภายหลังเขาจึงมีท่าทีที่สงบและใจเย็นลง ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเริ่มสำนึกผิดและอยากบวชขึ้นมาจริงๆ เพื่อให้แม่ได้ภาคภูมิใจ

สิงห์เป็นคนที่เถื่อนถ่อยและกิเลสหนาที่สุดในกลุ่มโจรทั้งสามคน ตลอดทั้งเรื่อง สิงห์ดูจะไม่สามารถปรับตัวให้ชินกับ "ผ้าเหลือง" และกิจวัตรของสงฆ์ได้แม้แต่น้อย เขาไม่ยอมรับงานเคาะระฆังปลุกพระสงฆ์ในตอนเช้ามืด และหลังๆ ก็ฝืนความขี้เกียจไม่ไหวจนไม่ยอมลุกไปบิณฑบาตและทำวัตรเช้า ฉากที่ทำให้นาคปรก โดนวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านนั้นมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ "พระสิงห์" เป็นส่วนใหญ่ เช่น เตะสุนัข ถีบเณรที่มาปลุกตอนเช้ามืด และพูดคำหยาบคายได้อย่างไม่เกรงผ้าเหลือง และฉากเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เพื่อตอกย้ำว่าสิงห์ต่างจากเพื่อนโจรอีกสองคนที่ไม่ยอมและไม่สามารถเปิดใจรับพระธรรมได้แม้แต่น้อย จะว่าไปแล้ว สิงห์เป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุด เพราะเรื่องไม่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงความซับซ้อนในจิตใจหรือภูมิหลังของเขาแม้แต่น้อย สิงห์จึงเป็นตัวละครที่แบนราบไร้มิติ และมีอยู่เพียงด้านเดียวคือชั่วเกินบรรยาย

สิงห์มีเมีย (ซึ่งไม่น่าจะจดทะเบียนกันตามกฎหมาย) เป็นกะหรี่หญิงขายบริการชื่อผึ้ง (อินทิรา เจริญปุระ) ซึ่งถ้าเรียกตามคำพูดของปอก็ต้องบอกว่าเหมาะสมกับสิงห์ราวกับ "ผีเน่ากับโลงผุ" ผึ้งออกจากซ่องที่เธอประจำอยู่เพื่อไปหาสิงห์ที่วัดป่าล้อม หลังจากที่สิงห์ทนอยากนอนกับผึ้งไม่ไหวจนต้องต่อโทรศัพท์ไปหาผึ้งที่ซ่อง ผึ้งมีหน้าตาสวยจึงได้เป็นดาวเด่นประจำซ่อง แม้จะได้ชื่อว่าเป็น "เมียไอ้สิงห์" ที่ใครๆ ต่างก็รู้ไปทั่ว แต่ผึ้งก็พร้อมจะนอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้าเพื่อให้ได้เงิน ทั้งยังแอบหักหลังผัวด้วยการเป็นสายตำรวจให้กับสารวัตรเปรม (พศิน เรืองวุฒิ) หนึ่งในลูกค้าเจ้าประจำของเธอ ผึ้งคอยรายงานความคืบหน้าของสิงห์และเพื่อนโจรให้สารวัตรทราบเป็นระยะๆ เพื่อแลกกับค่าตอบแทน รวมทั้งเรียกร้องส่วนแบ่งจาก "เงินของกลาง" ที่พวกสิงห์นำไปซ่อนหากตำรวจหาเจอ และในขณะเดียวกันผึ้งก็เชียร์ให้พวกสิงห์ขุดหาเงินพบโดยเร็ว เพราะจะได้ขอส่วนแบ่งจากสิงห์ หากมองในมุมมองเฟมินิสต์ (สตรีนิยม) ที่ปราศจากอคติทางเพศ ผึ้งถือได้ว่าเป็นยอดหญิงที่รู้จักใช้ประโยชน์จากความเป็นหญิงเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง ไม่ใช่งอมืองอเท้าคอยรับใช้ผู้ชายเพื่อให้เขาเลี้ยงดู อีกทั้งยังเป็นผู้หญิงฉลาด (แกมโกง) ที่รู้จักวางแผนอย่างแยบยลเพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์มากที่สุด แต่เมื่อมองในมุมมองของศาสนาดังที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการ ผึ้งก็เป็นเพียงหญิงชั่วจนเกินเยียวยาคนหนึ่ง

การที่สิงห์พาผึ้งเข้ามา "อยู่กิน" ด้วยกันที่กุฏิเป็นชนวนนำไปสู่ปมขัดแย้งครั้งใหญ่ของเรื่อง คืนหนึ่งสามเณรและลูกวัดที่สงสัยในพฤติกรรมส่อแววพิรุธของพระสิงห์และพระป่านพากันมาแอบดูความเป็นไปในกุฏิของเหล่าพระเก๊ และบังเอิญได้เห็นฉาก "โจ๋งครึ่ม" ของพระสิงห์ที่กำลังเสพเมถุนอย่างเมามันกับสีกาผึ้ง รุ่งเช้า พระเจ้าอาวาสที่ทราบเรื่องก็พาลูกวัดจำนวนหนึ่งมาขับไล่พระสิงห์และบังคับให้สึก สิงห์ซึ่งไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไรดี (ประกอบกับมีนังผึ้งที่เดินนวยนาดตามอออกมาเป็นหลักฐานมัดตัวแน่นดิ้นไม่หลุด) จึงชักปืนออกมาขู่ พลอยทำให้ปอและป่านที่เริ่มกลับตัวกลับใจต้องเปิดเผยตัวต่อหน้าพระทั้งวัด (นอกจากหลวงตาชื่นที่รู้ความจริงแล้ว) ว่าเป็นโจรปลอมตัวมาขุดเงินที่ฝังไว้ใต้โบสถ์ จากนั้นก็บังคับพระและลูกวัดให้ช่วยขุดหาเงิน

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นสองสามอย่างระหว่างที่พวกโจรคุมตัวคนในวัดขุดพื้นโบสถ์หาเงิน ได้แก่ เจ้าอาวาสโรคหืดหอบกำเริบจนต้องส่งคนไปนำยาพ่นที่กุฏิมาให้ ปอต้องคุมตัวพระสงฆ์และเณรจำนวนหนึ่งไปบิณฑบาต (เพื่อไม่ให้ชาวบ้านผิดสังเกต) และป่านต้องออกโรงในฐานะ "พระจำเป็น" ไปขึ้นเทศน์ให้ญาติโยมฟังเนื่องในวันมาฆบูชา (ซึ่งคล้ายกับฉากที่ชอน เพ็นน์ ในคราบของบาทหลวงได้รับเลือกให้ขึ้นเทศน์ในธรรมาสน์กลางแจ้งต่อหน้าชาวบ้านนับร้อยในเรื่อง We're No Angels  ซึ่งเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าคำเทศน์ที่ออกมาจากจิตใจที่สำนึกผิดโดยแท้จริงของตัวละครทั้งสองกลับซึ้งกินใจผู้ฟังอย่างมาก) เหตุการณ์ในช่วงหลังยิ่งแสดงความแตกต่างระหว่างโจรผ่มผ้าเหลืองทั้งสองคนอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพื้นโบสถ์โดนขุดจนเป็นโพรงและยังไม่มีวี่แววว่าจะพบกระเป๋าเงิน ป่านก็ระบายอารมณ์ด้วยการเอาพลั่วฟาดองค์พระประธานในโบสถ์จนเกิดรอยแตกเป็นโพรง ข้างในโพรงนั้นเอง ทุกคนก็พบว่ามีพระพุทธรูปปางนาคปรกองค์เล็กหล่อจากทองคำแท้ซ่อนอยู่ สิงห์ซึ่งโดนโลภะและโทสะครอบงำเต็มสูบคิดจะลักพระนาคปรกทองคำไปขายแทน ส่วนป่านที่สำนึกผิดเพราะคิดถึงแม่ (ผลข้างเคียงจากการ "อิน" กับคำเทศน์ของตนเองว่าด้วยการเลี้ยงลูกและความกตัญญู) ก็เข้าขัดขวางสิงห์และบอกว่าให้สนใจแค่หาเงินพอ อย่าทำลายพระศาสนาไปมากกว่านี้

ในขณะที่สองโจรแตกคอกันเอง เรื่องก็หักมุมด้วยการเฉลยว่าสารวัตรเปรม (ที่เข้ามาผสมโรงในโบสถ์หลังจากยืนดูดบุหรี่อยู่ข้างนอกจนหนำใจ) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด ในฐานะผู้จ้างวานให้ปล้นรถขนเงิน (โดยเรียกส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งจากเงินทั้งหมด แลกกับการไม่สั่งกำลังตำรวจตามจับพวกสิงห์) สนับสนุนให้ผึ้งแอบหักหลังผัว ทั้งยังเป็นอีกคนที่จ่อปืนขู่หลวงตาชื่นให้บวชให้สิงห์และป่าน ไม่อย่างนั้นจะฆ่าคนทั้งวัด สารวัตรเปรมเป็นตัวละครตำรวจที่มียศและอำนาจมากที่สุดในเรื่อง กล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนของ "กฎหมาย" ที่เป็นเครื่องมือควบคุมความสงบเรียบร้อยในสังคมร่วมกับ "ศาสนา" แต่การเฉลยปมของเรื่องให้ตำรวจที่เป็นตัวแทนของกฏหมายกลับกลายเป็นคนเลวเสียเอง เท่ากับหนังต้องการสื่อว่ากฎหมายลื่นไหลและซื้อขายได้ จึงไม่อาจเป็นที่พึ่งให้คนดีได้เทียบเท่าศาสนา ท้ายที่สุด ตำรวจชั่วที่ควบคุมกฎหมายอย่างสารวัตรเปรมก็ยังพ่ายแพ้ต่อ "กฎแห่งกรรม" เมื่อสิงห์ฉวยโอกาสลอบยิงสารวัตรในทีเผลอ

ไม่นานนัก ตัวละครเอกทั้งสี่ ผู้มีพื้นเพเป็นคนบาปก็พบจุดจบต่างกันไป ป่านโดนสิงห์ยิงที่หน้าอกและตายในอ้อมแขนปอทั้งที่ยังเพ้อถึงแม่ สิงห์โดนสารวัตรเปรมใช้แรงเฮือกสุดท้ายยิงหน้าผากตายคาที่ขณะกำลังจะยิงหลวงตาชื่น ผึ้งที่ตกใจเพราะเห็นผัวตายต่อหน้าต่อตาได้ไม่นานเหลือบเห็นกระเป๋าที่ใช้ใส่เงินซ่อนอยู่ข้างในองค์พระประธาน และหลังจากวิ่งหนีกองกำลังตำรวจในพื้นที่วัดสักพัก ผึ้งก็พบว่าสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าไม่ใช่เงินแต่เป็นหนังสือธรรมะ ด้วยความสิ้นหวังว่าไม่มีทั้งเงินและโอกาสหนีรอด ผึ้งเงยหน้าขึ้นสบตากับพระพุทธรูปองค์ใหญ่และหยิบปืนขึ้นยิงกรอกปากตัวเอง

ส่วนปอนั้น หลังจากโดนจำคุกอยู่สี่ปี เขาก็พ้นโทษและมาบวชเป็นพระภิกษุโดยแท้จริงที่วัดป่าล้อม โดยมีแม่ที่ร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติแม้จะมองไม่เห็นมาร่วมงานบวชด้วย

ชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับตัวละครทั้งสี่สามารถรับรู้ได้ไม่ยากหากพิจารณานัยยะที่ซ่อนอยู่ในชื่อของพวกเขาเหล่านั้น ตัวละครกลุ่มที่เป็นคนบาปสันดานหยาบช้าอย่างคู่ผัวเมีย "สิงห์" และ "ผึ้ง" ต่างมีชื่อเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์ชนิดต่างๆ ไม่เหมือนคนตรงที่ดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณ ไม่สามารถเรียนรู้เหตุผลและหลักธรรมได้เหมือนคนที่เป็นสัตว์ประเสริฐ "สิงห์" หรือสิงโตได้ชื่อว่าเป็นเจ้าป่า เป็นสัตว์ดุร้ายที่หยิ่งทรนง ไม่ชอบอยู่ใต้อำนาจหรือโอวาทของสัตว์อื่น เหมือนโจรสิงห์ที่นิสัยหยาบช้า ไม่มีวี่แววว่าจะเรียนรู้พระธรรมเพื่อนำมาพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีขึ้นได้ ส่วน "ผึ้ง" แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแมลงที่ขยัน แต่ความขยันของผึ้งก็เป็นไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีพของตัวมันเอง แถมผึ้งยังมักโดนดอกไม้กลิ่นหอมๆ ล่อ เหมือนกับตัวละครผึ้งที่คิดแต่จะตักตวงประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด และตกเป็นทาสกิเลส (โดยเฉพาะเงิน) แบบโงหัวไม่ขึ้น ในขณะที่สองพี่น้อง "ปอ" และ "ป่าน" มีชื่อเป็นพืชที่คนนิยมนำมาทำงานหัตถกรรม ร้อย ปัก ถัก สาน ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ปอและป่านจึงเป็นคนที่เปิดใจรับพระธรรมจนสามารถกลับตัวกลับใจได้ (ซึ่งหากป่านไม่โดนสิงห์ยิงตายเสียก่อน มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะมาบวชเป็นพระพร้อมกับปอเพื่อให้แม่ดีใจ) ถ้าแบ่งประเภทตัวละครตามบัวสี่เหล่า สองคนแรกก็เป็นเหมือน "ปทปรมะ" หรือบัวที่จมอยู่ใต้น้ำ ไม่สามารถขึ้นมาเบ่งบานเหนือน้ำได้ มีชะตากรรมต้องเป็นอาหารให้กุ้งหอยปูปลาในน้ำเท่านั้น ส่วนสองคนหลังเป็น "เนยฺยะ" หรือบัวปริ่มน้ำ ยังพอมีความหวังว่าจะโตขึ้นมาเบ่งบานได้

ปอเองหลังจากที่บวชแล้วก็พัฒนาตนเองไปได้อีกขั้น เมื่อเขาได้พบกับหลวงตาชื่นอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันสึกออกมาและกลายเป็น "ทิดชื่น" พระปอก็บอกทิดชื่นได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าตนตั้งใจจะเป็น "บัวอุบล" หรือบัวที่รองบาทพระพุทธองค์ นั่นคือจะเป็นพระภิกษุที่ไม่เพียงปฏิบัติตามกิจและวินัยของสงฆ์อย่างเคร่งครัด แต่ยังจะช่วยทำนุบำรุงพระศาสนาและปกป้องจากความเสื่อมทุกรูปแบบ สมกับชื่อทางสงฆ์ของท่านว่า "ธรรมปาโลภิกขุ" ซึ่งแปลได้ว่า ผู้พิทักษ์ธรรม

ฉากการพบปะและสนทนากันระหว่างพระปอและทิดชื่นในตอนจบเกิดขึ้นในโบสถ์หลังเดียวกับที่ปอนำเงินมาซ่อนไว้ ปอที่กลายเป็นพระสงฆ์เต็มตัว กับหลวงตาชื่นที่สึกออกมาเป็นฆราวาส และบทสนทนาเรื่องบัวสี่เหล่า ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เดียวกันเมื่อสี่ปีที่แล้ว เมื่อปอเป็นอาชญากรที่หลบหนีมาซ่อนตัวในวัด ส่วนหลวงตาชื่นเป็นพระภิกษุที่น่าเคารพเลื่อมใส เวลาสี่ปีก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายกับคนทั้งสอง ปอที่สำนึกผิดและชดใช้ความผิดตามกฎหมายจนพ้นมลทินกลายมาเป็นคนที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และตั้งมั่นจะบวชตลอดชีวิต ในขณะที่หลวงตาชื่นทนต่อแรงกดดันของกิเลสไม่ไหว จนสึกออกมาในวัยหกสิบกว่า และมาแต่งงานจนมีลูกสาวหนึ่งคน ในท้ายที่สุดของเรื่อง ทิดชื่นร่วมมือกับนายแห้ง อดีตมัคนายกเฒ่าประจำวัดป่าล้อม นั่งรถมาทำทีว่ามานมัสการพระประธานประจำวัด แต่แท้ที่จริงก็เพื่อลอบขโมยพระปางนาคปรกทองคำไปขาย คำพูดของหลวงตาในตอนต้นเรื่องว่า "ศาสนาไม่มีวันเสื่อม มีแต่คนที่เสื่อม" ดูเหมือนจะหันมาสะท้อนภาพของตัวแกเองในภายหลัง

นอกจากประเด็นเรื่องความเป็นบัวสี่เหล่าและความเป็นอนิจจังในด้านสำนึกดี-ชั่วของมนุษย์ อีกเรื่องที่นาคปรก นำมาเล่นและตั้งคำถามกับผู้ชมอยู่บ่อยครั้งคือเรื่องขอบเขตการยึดมั่นในความถูกต้องและวินัยสงฆ์ ภาพยนตร์เผยให้เห็นฉากตัวละครที่เป็นพระสงฆ์ที่แท้จริงอย่างหลวงตาชื่นกระทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ถือได้ว่าผิดจากวินัยสงฆ์หรือไม่ใช่กิจของสงฆ์ แม้ว่ามูลเหตุของการกระทำเหล่านั้นคือเจตนาที่ดี อาทิ การยินยอมสักรอยสักให้ชาวบ้านที่มาขอ เพราะหวังว่าผู้ที่โดนสักจะใช้รอยสักเป็นเครื่องมือสร้างความศรัทธาในพระพุทธธรรม การสัมผัสตัวสีกาที่โดนงูกัดในบริเวณวัดเพื่อห้ามเลือด รวมทั้งการนำเงินที่ปอนำมาซ่อนไปสร้างโบสถ์เพื่อเก็บรักษาพระนาคปรกทองคำให้ปลอดภัยจากการโดนขโมย (อ้างอิงจากคำใบ้ในคำพูดของสารวัตรเปรม "ดูเหมือนโบสถ์จะสร้างเสร็จเร็วจริงนะหลวงพ่อ") แม้กระทั่งปอที่บวชเป็นพระเต็มตัวในภายหลังก็ยังยินยอมทำผิดวินัยสงฆ์ด้วยการจับมือของโยมแม่ให้มาสัมผัสกับผ้าเหลืองบนตักของตน เพื่อให้แม่ผู้ตาบอดสามารถ "เห็น" ชายผ้าเหลืองของลูกได้ (ภาพของแม่ที่ร้องไห้จนตัวสั่นเทาที่ได้จับผ้าจีวรของพระปอ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะดีใจที่ได้ "เห็น" ผ้าเหลืองของลูกดังที่หวัง หรือเพราะเสียใจที่ลูกต้องผิดวินัยด้วยการถูกเนื้อต้องตัวสีกาเพื่อให้ตนได้สมหวัง) ฉากต่างๆ เหล่านี้ จะมีซับไตเติ้ลกำกับเสมอว่าเป็นเรื่องผิดวินัยสงฆ์อย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความขัดแย้งระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง

ในทางกลับกัน ตัวละครป่านและสิงห์ที่ปล้นผ้าเหลืองมา แม้จะอดแสดงกิริยาเถื่อนถ่อยตามประสาโจรไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถใช้นิสัยเถื่อนถ่อยของตนเองทำความดีให้วัดป่าล้อมครั้งหนึ่ง เมื่อนายแห้ง มัคนายกของวัด พร้อมทั้งพวกอีก 3-4 คนแอบลอบเข้าโบสถ์เพื่อมาขโมยพระประธานของวัด สิงห์และป่านที่เข้าใจผิดไปว่าพวกนายแห้งจะไปขโมยเงินที่พวกตนซ่อนไว้ก็เข้ามาอัดพวกนายแห้งเสียน่วม จนเจ้าอาวาสถึงกับเอ่ยปากขอบใจที่พระธุดงค์มาใหม่อย่างพวกตน "ช่วยเป็นหูเป็นตาให้วัด"

การยอมทำผิดวินัยโดยมีเจตนาที่ดี กับการทำสิ่งที่เริ่มจากเจตนาชั่วแต่ส่งผลลัพธ์ที่ดี อย่างใดที่ควรได้รับคำชม คำสรรเสริญ อย่างใดที่เรียกได้ว่าถูกต้อง อย่างใดที่ดีกว่าอีกอย่าง คำถามเหล่านี้หากต้องถกเถียงกันจริงๆ คงไม่มีวันได้ข้อสรุปที่แน่นอน แต่สุดท้ายแล้ว มันก็อาจเป็นเรื่องที่ "อจินไตย" หรือเป็นเรื่องที่รู้ไปก็รกหัว ไม่มีความจำเป็นกับชีวิตจริงๆ

เพราะแก่นแท้ของธรรมนั้นคือความดีงามที่ข้ามพ้นกาลเวลาและข้อบังคับใดๆ รวมถึงกรอบของวินัยและกฎหมาย ดังเช่นพระนาคปรกทองคำ ที่สุดท้ายแล้วก็ได้กลับมาประดิษฐานที่วัดป่าล้อมโดยไม่ต้องมีพระประธานหินปูนปิดล้อมอีกต่อไป  (ส่วนทิดชื่นก็ได้รับผลกรรม โดนตำรวจจับเข้าคุกไป)

ปล. แม้จะไม่ใช่เจตนาของเรื่องนี้ แต่นาคปรก ก็นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมปิตาธิปไตยและพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเสมอมา นั่นคือ การมองว่าเพศหญิงไม่เพียงไม่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการค้ำจุนพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่เพศหญิงยังอาจนำพระศาสนาไปสู่ความเสื่อมได้อีกด้วย

ตัวละครผู้หญิงในเรื่องแบ่งได้หลักๆ เป็นสองประเภท คือพวกที่สนใจธรรมและพวกที่ไม่สนใจ กลุ่มผู้หญิงที่สนใจพระพุทธธรรมที่ปรากฏให้เห็นในเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงชราวัยประมาณ 60 ปีขึ้นไป ที่ใช้ชีวิตในบั้นปลายหันเข้าหาธรรม แต่เนื่องจากเป็นวัยที่กำลังวังชาเสื่อมถอย จึงไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่านำอาหารมาใส่บาตรให้พระภิกษุ (ซึ่งเป็นเพศชาย) และคอยรับฟังธรรมจากพระภิกษุ (ซึ่งเป็นเพศชาย) หากตัดเรื่องศาสนาออก สิ่งที่ย่าๆ ยายๆ เหล่านี้กระทำก็คือหน้าที่ของหญิงตามแบบฉบับที่คอยสนับสนุนและอยู่ในโอวาทของชาย ส่วนตัวละครหญิงที่อยู่ในวัยที่พอจะมีเรี่ยวมีแรงทำอะไรได้บ้างก็มีแต่บรรดาหญิงขายบริการทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่พวกที่จะหันหน้าเข้าวัดฟังธรรม

ที่ร้ายกว่าใครเพื่อนคือตัวละครเอกที่เป็นเพศหญิงแต่เพียงผู้เดียวอย่างผึ้ง ซึ่งนอกจากจะรวมความชั่วร้ายทุกประการของเพศหญิงไว้ที่เธอ ทั้งเห็นแก่ตัว โลภมาก นอนได้กับผู้ชายไม่เลือกหน้า บทบาทของผึ้ง นับตั้งแต่ที่เธอย่างกรายเข้าสู่ขอบขันธสีมาของวัดป่าล้อม ก็คือสตรีเพศผู้ฉุดพระศาสนาให้ตกต่ำโดยแท้จริง การปรากฏตัวของผึ้งทำให้สิงห์ถึงกับตบะแตกจนต้องลากผึ้งเข้าไปมีอะไรกันในกุฏิ และผึ้งยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ให้บรรยากาศของเรื่องทวีความตึงเครียดขึ้นจนนำไปสู่ฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง น่าคิดว่าหากผึ้งไม่เดินทางมาหาสิงห์ที่วัดป่าล้อม สิงห์ก็คงจะยอมทนเป็นพระปลอมที่วัดต่อไป และยืดเรื่องต่อไปได้เรื่อยๆ

ในตอนท้าย การที่ผึ้งยิงตัวตายหลังจากได้สบตากับพระเนตรของพระพุทธรูปองค์ใหญ่กลางวัด ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าหล่อนสำนึกหรือละอายใจในความผิดเหมือนปอและป่าน แต่เป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อหนีจากการรับโทษตามกฎหมาย จุดจบของผึ้งในวัด หลังจากสบตากับพระพุทธรูป ก็เหมือนจะบอกให้รู้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่พื้นที่ของเพศหญิง มิพักต้องพูดถึงผู้หญิงเริงเมืองอย่างผึ้ง

*คำชี้แจง* คุณภูมิเขียนเอนทรีนี้เพราะต้องการวิจารณ์และตีความสัญญะและสารในเรื่องตามหลักการของศาสตร์วรรณคดีเปรียบเทียบ รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นที่ได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้มา ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อต้องการโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี หรือทำลายพระพุทธศาสนาแต่อย่างใดนะครับ ขอบคุณครับที่เข้าใจ

Comment

Comment:

Tweet

Have a great academic life.

#78 By MelodyBowman (94.242.214.6) on 2011-12-09 18:19

Some scholars don’t know where to find the thesis examples related to this post. Hence, we will suggest your professional theme. Moreover, they would search for the <a href="http://www.exclusivethesis.com">dissertation writing</a>.

#77 By GillLynda24 (94.242.214.6) on 2011-12-08 09:35

If you want to buy a house, you would have to receive the <a href="http://goodfinance-blog.com/topics/personal-loans">personal loans</a>. Moreover, my father all the time uses a short term loan, which is the most useful.

#75 By ByrdDeirdre33 (91.212.226.143) on 2011-11-24 15:19

ได้เห็นเหรียญสองด้านจากหนังเรื่องนี้จากreviewนี้ จริงๆ

ขอบคุณมากครับ

#74 By gin (118.172.64.134) on 2010-07-28 01:52

ผมไปดูมาและ เลวจริง ๆ (ในหนังนะ)

#72 By อ่านการ์ตูน (125.25.210.112) on 2010-04-30 12:17


^
^
ตอนที่บวชเณร พระครูเคยสอนไว้ว่า การที่เพศหญิงถูกห้ามไม่ให้บวชเป็นเพราะว่าเพศหญิงมีอารมณ์ที่อ่อนไหวและถูกชักจูงไปด้วยอารมณ์ได้ง่ายกว่าเพศชายครับ อันนี้ผมว่าไม่ใช่การกีดกันนะ
ที่สำคัญ การเข้าถึงพระพุทธถูกจำกัดที่การโกนหัวห่มจีวรเสียเมื่อไหร่? การปฏิบัติต่างหากล่ะครับที่สำคัญ (ใช่มะๆ อย่างในเรื่องที่พระปลอมห่มผ้าเหลืองก็ยังไม่ช่วยอะไร แต่เด็กวัดที่มีใจใฝ่ดีย่อมเข้าถึงพระพุทธธรรมได้ไงครับ)

#71 By emptii de Zharim on 2010-04-07 01:36

จริงๆเพศหญิงมันก็ดูเป็นอย่างงั้นอยู่แล้วนะฮะ
เพราะอาจจะเป็นอย่างที่ "สิงห์"ทำก็เป็นได้

นั่นก็คือการหลงในกาม(ใช่ไหมหว่า?)
หรือการหื่นกระหายเหมือนสัตว์นั่นแหละฮะ..

แต่ถ้าว่ากันอีกนั่นแหละ จริงๆัมันก็เป็นข้อสงสัยนะ
ว่าเพศหญิงสรุปเกิดมานี่ โดนกีดกันได้ทุกเรื่องจริงๆ

...Hot! Hot!

#70 By Komine Takaya on 2010-03-28 20:21

วิจารณ์และวิเคราะห์ได้ดีมากกเลยยครับบบ

ผมก็เพิ่งไปดูเรื่องนี้มาเหมือนกัน
สนุก สื่อเนื้อเรื่องได้ดีมากก

#69 By xxvorachaixx on 2010-03-28 16:31

Hot! Hot! ถูกใจมากๆ เลยค่ะ^^

#68 By fiothiel on 2010-03-26 14:59

อยากดู๊วววววว์.......


Hot!


นิดส์หนึ่งที่ได้อ่านบทวิจารณ์คร่าว ๆ พระวินัยนั้นขอยืนยันได้เลยว่า ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการอ่านซับไตเติ้ลเพียงประโยค ๒ ประโยค

การต้องเนื้อตัวสีกามี "ความกำหนัด" เป็นปัจจัยสำคัญว่า ผิดพระวินัยหรือไม่ ต้องมีความกำหนัด "ขณะ" ที่ต้องตัวสีกา กำหนัดก่อน หรือหลังต้องไปแล้ว ก็ไม่ต้องอาบัติข้อนี้

และถ้าผิด ผิดข้อสังฆาทิเสส หนึ่งในสิบสามข้อของอาบัติหนักรองจากปาราชิก

แล้วใครจักรู้ว่า ภิกษุผู้นั้น มี "ความกำหนัด" หรือไม่? นอกจากตัวภิกษุเอง ในพระวินัยจึงกล่าวถึงการปรับอาบัติในสมัยพุทธกาลซึ่งไม่สามารถใช้ได้ในยุคปัจจุบัน คือ ภิกษุรับอย่างไร ปรับอาบัติอย่างนั้น ปัจจุบันแทบไม่มีภิกษุหน้าไหนรับตามความเป็นจริงแล้ว (ส่วนใหญ่ถ้าชั่วถึงขนาดให้ผู้อื่นปรับอาบัติได้ ความเป็นพระก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว)

อนึ่ง ที่ขานกันในเรื่องว่า "พระ" ทั้งที่ในเรื่องเป็นเพียงฆราวาสที่เอาเครื่องแบบพระมาห่ม ว่ากันตามพระวินัย ถือว่าไม่ใช่พระ ครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องอาบัติใดใดทั้งสิ้น อย่างดีที่สุด คือ เป็นสามเณร จากการรับไตรสรณคมน์ (พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง...) และรับศีล ๘ (แต่ศีล ๘ ก็ขาดอยู่ดี ถ้าต้องตัวสีกาด้วยจิตกำหนัด ข้อ "อพรหมจริยาฯ" ขาดข้อเดียว ถือว่า ขาดทั้งหมด

โทษแก่ผู้นั้น จึงมีเพียง "แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์" ซึ่งเอาโทษกันทางพรบ. โทษอ่อนมาก แต่ด้านจิตใจ ผู้นั้นต้องโทษรุนแรงทีเดียว (ต้องโทษตอนที่ถูกผู้อื่นกราบหรือใส่บาตรด้วยเข้าใจว่าเป็นพระภิกษุนั่นแล)

การเป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์ ต้องได้รับการอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ และมีพระภิกษุรับรู้อย่างต่ำ ๑๐ รูปในมัธยมประเทศ ๕ รูปในปัจจันตชนบท สังฆกรรมจึงสมบูรณ์ มิใช่ให้พระรูปใดรูปหนึ่งโกนหัวให้ ห่มผ้าให้ เป็นอันว่า ได้เป็นภิกษุ

ที่นำพระวินัยมาแจง ก็เพื่อให้สามารถวิจารณ์ได้ถึงอรรถถึงธรรมได้มากขึ้น ในอนาคตกาล และเข้าใจพระวินัยมากขึ้นในชีวิตจริงด้วย

เจริญธรรม ฯ

Hot! Hot! Hot!

#67 By Dhammasarokikku on 2010-03-25 14:54

ส่วนตัวดีใจ (และแอบโล่งอก) ที่คุณผู้หญิงที่เข้ามาอ่านเอนทรีนี้เข้าใจสิ่งที่คุณภูมิต้องการจะสื่อ และไม่มองว่าคุณภูมิเหยียดเพศ
ขอบคุณทุกทุกคนที่อ่านและคอมเมนต์อย่างมีสติครับ big smile
ชอบบทวิจารณ์ค่ะ โดยเฉพาะการวิจารณ์อย่างรอบด้านในเรื่องของอคติที่มีต่อเพศหญิงในพุทธศาสนาปัจจุบัน

จะต้องหาเวลาไปดูบ้างแล้วล่ะค่ะHot!

#65 By ruk21us on 2010-03-24 13:35

เจ๋งมากเลยครับ วิเคราะห์เยี่ยมมาก

#64 By cokeclub on 2010-03-24 01:19

มีนัยยะมาตั้งแต่ชื่อเลยนะเนี่ย

ถ้าคุณภูมิไม่พูดนี่ ไม่สังเกตเลยค่ะ

แตกประเด็นได้ละเอียดและเห็นภาพมาก ๆ เลยค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#63 By ♠Mary-JanE♠™ on 2010-03-23 23:32

น่าดูมั่กๆๆๆ

Hot! Hot!

#62 By comboset on 2010-03-23 21:18

สุดยอดครับๆ
ลึกมากเลย พี่วิเคราะห์ได้แบบว่าเห็นแกนเลย
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#61 By Sparr0w on 2010-03-23 21:00

บทวิเคราะห์ดีมากเลยค่ะ
แต่ก็อ่านเพลินดีค่ะ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
หนังแบบนี้ ดีไม่มีดีอย่างไรขึ้นอยู่กับคนดูจริงๆนั่นแหละค่ะ นานๆทีมีหนังแนวนี้ให้ดูเนอะ (น่าสนใจดีนะ...เรื่องนี้แต่ไม่กล้าดู...ข้าน้อยยังเด็กอยู่ ไม่กล้าดู เหอะๆ ภาวะไม่สูงพอ แฮะๆ)sad smile

สิ่งที่จะสรุปว่าหนังเรื่องไหนดีไม่ดีอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองเซ็นท์เซอร์จริงๆ...sad smile
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#60 By Hatoribaka on 2010-03-23 20:52

สุดยอด วิเคราะห์ได้ลึกและละเอียดจังเลยค่ะ
เพิ่งไปดูหนังมาวันนี้เอง ชอบมากค่ะ สอนและสะท้อนอะไรออกมาได้หลายอย่างเลย
(แต่พอดูจบแล้วกำลังคิดอยู่ว่าก็ไม่เห็นมีตรงไหนที่น่าเซ็นเซอร์นิหน่า sad smile ถึงจะบอกว่าพระสิงห์ทำอย่างนั้นก็เถอะ แต่ยังไงก็อยู่ในสันดานโจรอยู่ดี ถึงทำอะไรเถื่อนๆ ดิบๆ ออกมาก็ดูเป็นธรรมชาติของพื้นนิสัยแบบนั้น แต่ก็นะ มุมมองของกองเซ็นเซอร์ ก็มองว่าเป็นพระ ไม่ได้มองว่าเป็น"โจร"ในผ้าเหลือง แต่ยังไงก็รอดพ้นจากการโดนตัดมาได้แล้วนินะ )

ว่าแต่เงินนำไปสร้างโบสถ์จริงๆ สินะ มีจุดนี้แหละที่ไม่แน่ใจอยู่ตั้งนาน

Hot! Hot! Hot!

#59 By Takkaew on 2010-03-23 20:35

วิเคราะห์และตีความได้ลึกซึ้งมากค่ะ

big smile big smile

เป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องนึง

#58 By -ChaChaCha- on 2010-03-23 17:41

วิเคราะห์ได้ละเอียดมากๆค่ะ

อย่างนี้ต้องไปดูให้ได้ confused smile

Hot! Hot!

#57 By BeernamI on 2010-03-23 16:32

ล้ำลึกมากครับ

#56 By san00ker William ThePrince on 2010-03-23 16:20

Hot! big smile

#55 By 7 days ago on 2010-03-23 12:50

ตีความได้ลึกซึ้งมากครับdouble wink

ดูเรื่องนี้แล้วอย่างอิน! ว่าจะเขียน fanart เรื่องนี้อยู่ (ฉากเทศน์ถึงเรื่องแม่เรียกน้ำตาผมได้หลายลิตร)

Hot! Hot! Hot! นิมนต์มาถวายดาวครับbig smile

#54 By lockman on 2010-03-23 12:14

ต้องไปดูแน่ๆ ค่ะ

นอกจากสะท้อนเรื่องศาสนาได้ดีแล้ว

อ่านจากการวิจารณ์ในหน้านี้

สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องบ้านเมืองในขณะนี้

ได้ดีอีกด้วยค่ะ...

ดิฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งค่ะ ที่ศรัทธาในศาสนาประจำชาติของเรา ไปวัดฟังธรรม และปฏิบัติธรรมอยู่เนืองนิตย์
ความศรัทธาและยึดมั่นในความดีงามของคำสอนของศาสนา ดิฉันเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมค่ะ

และดิฉันสัญญา ว่าจะตั้งใจดูหนังดีๆ เรื่องนี้
อย่างเปิดใจค่ะ ดูด้วยทัศนคติ ของผู้มีปัญญาทางจิตใจ


ดีใจค่ะ ที่หนังเรื่องนี้ ได้มีโอกาสฉายเสียที
และเข้าฉายในจังหวะเวลาที่บ้านเมืองกำลัง
เป็นแบบนี้

มันช่างดูถูกที่ถูกเวลาจริง ๆ ค่ะ

#53 By September on 2010-03-23 10:47

อยากดูล่ะ นาคปรก แต่ไม่รู้ว่าจะได้ดูในโรงไหม
ยิ่งอ่านที่คุณภูมิวิเคราะห์แล้วยิ่งอยากดูopen-mounthed smile

โทษทีก่อนหน้านี้ไม่ทันได้ตอบ ไม่มีเวลาเปิดเนตเลย555
เมื่อวานเห็นคุณภูมิแล้วล่ะ แต่ไม่มีจังหวะทัก คนเยอะเนอะ ไว้คราวหน้าคุยกันจ้าconfused smile

#52 By ~aMe~ on 2010-03-23 09:53

ไปดู มาละ หนังเจ็งดี ให้แง่คิดแล้วยังมี SURPRISE ตอนท้ายด้วย....เรย์เลวได้ใจมากครับเรื่องนี้

#51 By Peepomaifree on 2010-03-23 08:54

^บล็อกโปรดของคุณภูมิเช่นกันครับ
(และส่วนตัวเชื่อว่าถ้าหลวงพี่ท่านได้มาอ่าน ก็คงจะตอบแบบคุณโยม เอ๊ย คุณนั่นแหละครับ big smile)
จากการที่ได้ไปอ่านบล๊อกของหลวงพี่รูปหนึ่งเป็นประจำ (http://akkarakitt.exteen.com/)

ประเด็นในเรื่องความหมื่นแหม่วินัยสงฆ์ในเรื่อง คิดว่าไม่น่าจะผิดหลักศาสนาครับ

ศาสนาพุทธ ผิดไม่ผิด อยู่ที่ "ความตั้งใจ" เป็นหลัก ขออนุญาตยกคำหลวงพี่มาลง

"ต้องดูกันที่ผู้เสียประโยชน์ มีเจตนาทำให้เขาเสียประโยชน์หรือไม่ ถ้ามีก็ขาด ครับ บางอย่างถ้ามีเจตนาดี เขาเรียกว่า กุศโลบาย ครับ

อย่างกรณีพระสารีบุตรเทศน์โปรด นายตัมพทาฐิกโจร (เจ้าพ่อหนวดแดง เป็นญาติห่าง ๆ กับหลวงพ่อปากแดง) ผู้ซึ่งประกอบอาชีพเป็นเพชฌฆาต ตัดหัวคนไปเกินหมื่น ท่านก็เทศน์เรื่องปาณาติบาตว่า จักไปตกนรกขุมไหนบ้าง แกฟังเทศน์ไปเหงื่อแตกพลั่ก คิดในใจว่า "กรูโดนทุกขุมเรยยยย" ไม่เป็นอันฟังธรรม


พระสารีบุตรเห็นอาการ ท่านก็ถามว่า ที่โยมฆ่านั่น ฆ่าเอง หรือพระราชาสั่งให้ฆ่า ก็ตอบว่า พระราชา

ท่านก็อุปมาต่อไปว่า สมมุติว่า โยมเป็นลูกจ้างเขา นายจ้างให้ไปทำนา ปลูกข้าวเสร็จ ถามว่า ข้าวผลผลิตนั่นจักตกเป็นของใคร นายเพชฌฆาตฟังแล้ว ก็คิดไปเองว่า บาปต้องตกเป็นของพระราชาเป็นแน่แท้ จิตมีความสบาย เกิดสมาธิ น้อมใจไปตามพระธรรมเทศนา บรรลุโสดาปัตติผล

ซึ่งความจริงแล้ว ใครว่า คนลงมือฆ่าไม่บาป บาปเต็ม ๆ ครับ แต่อาศัยกุศโลบาย (กุศล + อุบาย) นายเพชฌฆาตก็บรรลุธรรมได้ แสดงว่า ไม่มีเจตนาให้เขาเป็นโทษ ไม่นับเข้าข้อมุสาวาท"

ดังกล่าวครับ

#49 By Witna on 2010-03-23 01:03

Hot!
วิเคราะห์ได้เห็นหลายแง่ดีค่ะ

#48 By -:+Hell whalE+:- on 2010-03-23 00:10

แจ่มค่ะ double wink

#47 By Zelina Shaupenhauer (202.90.127.158) on 2010-03-23 00:07

Hot! เขียนดีมากๆ ขอแอดค่ะ

#46 By ลอร์ด ออฟ The Eve on 2010-03-22 22:26

หนังโหดได้ใจจริงๆ ครับเห็นจาก trailer

#45 By Mr.P on 2010-03-22 22:10

ถึงจะเยอะ แต่ก็อ่านจนหมด
บรรยายได้ดีมากคะ อ่านเพลินเลยsad smile

เท่าที่อ่าน
เป็นหนังที่สะท้อนอะไรมากมาย
ส่วนตัวไม่ค่อยอยากดูหนังเรื่องนี้
เพราะคิดวามันอ่าจจะเครียดและแรงไปสำหรัีบเด็ก
แต่พอมาอ่าน ก็รู้สึกอยากดู
เพราะมันน่าจะมีอะไรที่มากกว่าหนังทั่วไปจริงๆ

Hot! Hot! Hot!

#44 By { hu'ivplay } on 2010-03-22 21:47

วิเคราะห์ได้ละเอียดมาก ๆ



ขอบคุณมากค่ะ
Hot! Hot! Hot!

#43 By Chiizcake on 2010-03-22 21:44

น่าไปดูมาก ๆ ค่า~
รีวิวได้น่าสนใจมาก
Hot! Hot! Hot!

#42 By accel. on 2010-03-22 21:43

วิเคราะห์สุดยอดไปเลยค่ะท่าน ขอแอดไว้นะคะ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#41 By S e t s u n a on 2010-03-22 21:06

ยิ่งอ่านยิ่งอยากดูค่ะ

แม้ว่าเรายังไม่ได้ดู แต่ก็รู้สึกว่าคุณวิจารณ์ได้ครบถ้วนทุกแง่มุมดี

แต่ฉากผึ้งกับสิ่งห์นั้นแรงจริงๆ ผู้กำกับกล้ามากที่เอามานำเสนอ แม้มันจะจริงก็ตาม

Hot!

#40 By \/ /\ N ∑ Z Z /\ on 2010-03-22 21:05

big smile Hot! Hot!

#39 By .. * Ar๋tist ♥ on 2010-03-22 20:30

ไปดูมาแล้วพี่ภูมิ =o=
เพื่อนที่นั่งข้างๆ ร้องไห้ออกมาตาแดงเลย
หลายฉากเครียดจนเกือบกลั้นไม่อยู่ (อินจัด...)

แต่คิดตามแล้วได้อะไรมากมายจริงๆ....

#38 By NuTrino on 2010-03-22 18:02

ที่จริงไม่น่าเจาะจงไปว่า เพศหญิงสามารถทำให้ศาสนาเสื่อมได้

ที่ถูกต้องที่สุดคือ เพศไหนก็สามารถทำให้ศาสนาเสื่อมได้เท่าๆ กัน

อย่าคิดหรือเออออเอาตามที่เราเห็นภาพคนแก่เข้าวัด คนหนุ่มออกเที่ยวหาความสำราญเลย เด็กสมัยนี้ที่สนใจธรรมก็มี แต่ผู้ใหญ่นี่สิตัวเสื่อมตัวพ่อตัวแม่เลย ทั้งพุทธพาณิชย์เอย ความเชื่อมิอะไรต่ออะไรทีี่สักแต่สืบมาเอย ฯลฯHot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#37 By Untitled_666 on 2010-03-22 17:41

ผมก็เข้าใจนะครับว่าหนังสื่อถึง "โจรในคราบพระ"

ก็ไม่เห็นว่ามันจะรุนแรงอ่อนไหวตรงไหน

แต่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ น่ะ มีจิตใจ ความคิดที่คับแคบ ไม่เปิดกว้างเหมือนน้ำเต็มแก้ว อวดดีจองหองมาก... ทั้งที่รู้อยู่ แต่ไม่ยอมรับว่า สถานการณ์ของศาสนาตอนนี้ บางส่วนก็ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว

เอาดาวแดงไปเยอะๆๆ เลยครับ ถูกใจมาก..Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#36 By Untitled_666 on 2010-03-22 17:35

ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ
ถ้าโดนแบนจริงๆคงน่าเสียดาย
ชอบที่วิเคราะห์จังเลยค่ะ

*ไม่นึกว่าเรย์จะเล่นเป็นตัวร้ายสุดเลยนะเนี่ยsad smile

#35 By smize on 2010-03-22 16:58

Hot! Hot! Hot! Hot!


เขียนได้ดีมากค่ะ
ว่าแล้วก็อยากดูบ้าง แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาส sad smile
แล้วก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันแรงจริงๆด้วยนะ



#34 By HeDw!g on 2010-03-22 16:26

วิจารณ์ได้ละเอียดเเละเข้าถึงมากๆHot! cry

#33 By raycircle on 2010-03-22 16:25

เราว่าเรื่องนี้ดีนะ
สะท้อนสังคม

#32 By [ANA]* on 2010-03-22 15:28

ddddddddd

#31 By oods (180.183.145.113) on 2010-03-22 14:38

น่าสนใจ.. แต่ยังไม่กล้าพอที่จะดู
Hot!

#30 By darkuril on 2010-03-22 13:56

เป็นหนังสะท้อนสังคมที่อ่านรีวิวแล้ว
ทำให้ดิฉันอยากเข้าโรงหนังในรอบหลายปีนี้เลยค่ะHot!

#29 By LALALALA on 2010-03-22 13:55

เห็นด้วยกับคุณ reigioz จริงเล้ย Hot!

#28 By MaeW mEAw on 2010-03-22 13:40

การยอมทำผิดวินัยโดยมีเจตนาที่ดี กับการทำสิ่งที่เริ่มจากเจตนาชั่วแต่ส่งผลลัพธ์ที่ดี..
เป็นเรื่องหลักๆ เลยล่ะค่ะ ที่เราสังเกตได้

แล้วผลสรุปมันก็คือ อุดมคติกับความเป็นจริง มันต่างกันแค่ไหน

ชอบหนังเรื่องนี้ที่กล้าตีแผ่เรื่องบางอย่างทางสงฆ์ที่สังคมมักเลี่ยง และไม่ยอมพูดถึง

ใครที่ดูแล้ว 'ชอบ' หรือ 'เกลียด' ขึ้นยู่กับว่าเขานับถือ ศาสนา หรือ พระสงฆ์Hot!

#27 By =*MoonShiNe Ze*= on 2010-03-22 11:54